วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 13.00 น.
นายพงษ์ศักดิ์ คณะมะ พัฒนาการจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วย นายสมนึก มณีพินิจ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม นำคณะสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แก่ นายรักษ์เผ่า พลรัตน์ ที่ปรึกษาชมรมโคกหนองนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนายวิบูรณ์ ศรีก้อม วิศวกรชำนาญการ สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงสำรวจการปรับปรุงพื้นที่ และสภาพปัญหา ณ แปลงของนางสาวหยกพิมพ์มณี อุตมะ บ้านดอนหันพัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นครัวเรือนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ซึ่งได้รับงบเงินกู้จากรัฐบาลผ่านกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในการนำมาพัฒนา ปรับปรุงพื้นที่ โดยการขุดหนองสระ คลองไส้ไก่ ตามแบบมาตรฐานของกรมการพัฒนาชุมชน แต่เนื่องด้วยสภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นที่ดอน และเป็นดินทราย ปนหิน จึงไม่สามารถขุดสระให้ลึกตามแบบมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตามความต้องการ
นายรักษ์เผ่า พลรัตน์ ที่ปรึกษาชมรมโคกหนองนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นการแปลงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ ทำแบบคนจน และใช้ภูมิปัญญาของคนโบราณ ที่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ จากสิ่งที่มีในท้องถิ่น มาแก้ปัญหา ซึ่งมีอยู่หลายวิธี ทั้งการย่ำขี้ คือ การเอามูลสัตว์ เช่น วัว ควาย ที่สด มาย่ำ ผสมกับ ฟาง ใบไม้ ย่ำลงอุดบริเวณที่มีรอยรั่วของน้ำ ซึ่งวิธีนี้ ไม่ใช่ว่าทำแค่ครั้งสองครั้ง แต่ต้องทำเรื่อยๆ สม่ำเสมอ ต้องใช้ความอดทด เพียรพยายาม เสร็จแล้วต้องมีการยาแนวด้วยดินเหนียว และมูลวัวหรือมูลควายสดๆ ในพื้นสระและรอบๆขอบสระด้วย และไม่แนะนำให้เอาพลาสติกมาวางในสระเพื่อกันน้ำรั่วซึม ตามความต้องการของเจ้าของแปลง เพราะนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแล้ว ยังส่งผลระยะยาว เพราะจะทำให้ปิดหน้าเลน ทำลายระบบนิเวศ พลาสติกมีการย่อยสลายเป็นเศษพลาสติก ทำให้เป็นมลพิษกับดิน น้ำ และสัตว์น้ำได้ นอกจากนั้น ยังได้แนะนำให้ปลูกผักตบชวา ซึ่งจะช่วยลดการระเหยของน้ำ และรากของผักตบชวา ยังช่วยอุ้มน้ำไว้ได้ อีกทั้งยังสามารถนำผักตบชวามาเป็นส่วนผสมของการทำน้ำหมักรสจืด ช่วยประหยัดต้นทุน และหลังจากนั้นก็ใช้ปุ๋ยคอกหว่านลงไปในสระ จะเกิดเป็นตะไคร่ ไปอุดรูรั่วในสระได้ ซึ่งการแก้ปัญหาตามที่กล่าวมา ทำให้ได้เรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติตามหลักทฤษฎีใหม่ ซึ่งต้องใช้ความอดทน ความเพียรพยายาม ค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องใช้เวลา แต่สุดท้ายแล้ว จะเกิดความสุขและหลุดพ้นจากปัญหาได้อย่างยั่งยืน
ด้านนางจงดี อุตมะ มารดาเจ้าของแปลง ได้เปิดเผยว่า ตนก็จะสู้ต่อไป เพราะเห็นถึงการเอาใจใส่ ดูแล ช่วยเหลือของทางราชการ ภาคี เครือข่าย ทุกภาคส่วน ที่ลงพื้นที่เข้ามาแนะนำวิธีแก้ไขปัญหาการพัฒนาพื้นที่แปลงโคกหนองนา ที่ตนประสบอยู่ ซึ่งตนมั่นใจว่าจะสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ แต่อาจต้องใช้เวลา เนื่องจากสภาพพื้นที่ดังกล่าว เคยเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง เป็นที่ดอนอยู่แล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่าแม้จะขุดหนองสระ และมีการขุดน้ำบาดาลน้ำใต้ดินมาเติมในสระอยู่ตลอด แต่ก็ยากที่กักเก็บน้ำไว้ได้ เพราะสภาพพื้นดินเป็นหิน และดินทราย แต่หลังจากที่มีการใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติเข้ามาปรับพื้นหนองสระโดยการย่ำขี้ ก็รู้สึกว่ามีการกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น
นายรักษ์เผ่า พลรัตน์ ที่ปรึกษาชมรมโคกหนองนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แนะนำต่อว่านอกจากจะแก้ไขปัญหาการกักเก็บน้ำของหนองสระแล้ว สิ่งสำคัญคือการทำยังไงให้ดินรอบสระ และบริเวณทั้งหมดของแปลงเกิดความชุ่มชื้น พืชสามารถดูดสารอาหารจากใต้ดินได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอน้ำจากสระมารดเท่านั้น คำตอบคือ การทำคลองไส้ไก่ การห่มดิน และจากสภาพพื้นดินที่เป็นหินลูกรัง หินศิลาแลง ซึ่งมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ ถือว่าเป็นข้อดีของพื้นที่ แต่ต้องมีการเติมจุลินทรีย์ช่วยย่อยแร่ธาตุดังกล่าว ก็คือการนำหลักกสิกรรมธรรมชาติ และภูมิปัญญาคนโบราณ บรรพบุรุษเรา เข้ามาช่วย ซึ่งเป็นการห่มดิน ที่เรียกว่า”เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” นั่นเอง
จากนั้น สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้ง 2 ท่าน ได้หารือร่วมกับพัฒนาการจังหวัดจังหวัดมหาสารคาม เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาอำเภอเชียงยืน และเจ้าของแปลง เพื่อที่จะเตรียมการวางแผนนัดแนะภาคีการพัฒนา ทั้ง 7 ภาคส่วน ได้แก่ เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ครูและนักเรียน ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ร่วมจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ณ แปลงครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Household Lab Model for quality of life : HLM) นางสาวหยกพิมพ์มณี อุตมะ บ้านดอนหันพัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เพื่อมาจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคีและร่วมกันคิด ร่วมกันทำแก้ไขปัญหา จะทำให้แปลงนี้ เป็นโมเดล เป็นจุดเรียนรู้ ให้แก่แปลงที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ให้ได้พบทางออกร่วมกัน โดยเฉพาะในโซนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักมีปัญหาสภาพภูมิประเทศ ดิน และภูมิอากาศ และภูมิสังคมที่คล้ายๆกัน ซึ่งถ้าแก้ไขปัญหาที่แปลงแห่งนี้ได้ เชื่อว่าก็จะสามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่อื่นๆได้เช่นกัน
#WorldSoilDay
#GlobalSoilPartnership
#UNFAO
#SEPtoSDGs
#SDGforAll@Kmitl
#กรมการพัฒนาชุมชน #CDD
??ข่าว : กลุ่มงานสารสนเทศการพัฒนาชุมชน พช.มหาสารคาม